
การนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในแนวโน้มที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการเครื่องประดับที่มีทั้งคุณภาพและดีไซน์ที่โดดเด่น
สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจล่าสมบัติผ่านการหาของมือสองอย่างกองสร้อยและเครื่องประดับจากญี่ปุ่น แล้วละก็ การรู้วิธีดูรหัสเครื่องประดับและการเลือกสินค้าที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

รหัสเครื่องประดับ เป็นหมายเลขหรือสัญลักษณ์ที่ผู้ผลิตใช้เพื่อระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ เช่น วัสดุที่ใช้ ขนาด น้ำหนัก และความบริสุทธิ์ของทองหรือโลหะที่ใช้ในเครื่องประดับนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น ในกรณีของเครื่องประดับทองจากญี่ปุ่น รหัสอาจประกอบไปด้วยตัวเลขที่ระบุเปอร์เซ็นต์ของทองคำบริสุทธิ์ (เช่น 24K, 18K) หรือรหัสเฉพาะที่สามารถยืนยันแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ได้
สามารถเริ่มต้นจากการตรวจสอบ สัญลักษณ์หรือรหัส ที่บ่งบอกถึงประเภทของวัสดุและคุณภาพของเครื่องประดับ เช่น
ในบางกรณี เครื่องประดับที่มีอัญมณีอาจมี รหัสที่บ่งบอกการเจียระไน หรือ การขัดเพชร ซึ่งรวมถึงการแสดงรหัสที่ช่วยให้รู้ว่าอัญมณีถูกขัดอย่างไรและมีคุณสมบัติพิเศษอะไร
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือที่ใช้สำหรับตรวจสอบ เพชร โดยการตรวจสอบน้ำหนัก หรือคุณภาพของเพชรจาก แสงที่สะท้อน และ การแสดงใบรับรอง ที่แสดงรายละเอียดเช่น ชื่อของผู้ผลิต, ข้อมูลเกี่ยวกับอัญมณี หรือรายละเอียดเกี่ยวกับการขัดและการเจียระไน

ในเครื่องประดับญี่ปุ่น มักจะใช้ รหัส หรือ ตัวเลข ที่บ่งบอกถึงวัสดุและความบริสุทธิ์ของทองคำหรือโลหะมีค่าอื่น ๆ รวมถึงการยืนยันแหล่งที่มาหรือผู้ผลิตของเครื่องประดับนั้น ๆ โดยเฉพาะในกรณีของทองคำและทองคำขาว (พลาตินัม) ตัวเลขและรหัสที่ใช้จะมีความสำคัญดังนี้
24K – ทองคำบริสุทธิ์ 100% ไม่มีการผสมโลหะอื่น ๆ
18K (Au750) – ทองคำ 75% (ทองคำ 18K เป็นที่นิยมในเครื่องประดับญี่ปุ่น)
14K (Au585) – ทองคำ 58.5%
10K (Au417) – ทองคำ 41.7%

ในบางกรณีที่ใช้เงินที่มีความบริสุทธิ์ต่ำกว่า 92.5% อาจจะพบการระบุเปอร์เซ็นต์ของเงินที่ใช้ เช่น

ในปี 2026 “กระแสการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น โดย FujiKing” ไม่ใช่แค่เครื่องประดับที่มาแรงเท่านั้น แต่ยังมีความหลากหลายของสินค้าเครื่องประดับ ทั้งแบรนด์ดังอย่าง Cartier หรือ Dior ที่มีดีไซน์เรียบหรูและมีความเฉพาะตัวจากประเทศญี่ปุ่น เช่น แหวนเพชร เครื่องประดับสไตล์มินิมอล หรือเครื่องประดับที่ใช้เทคนิคการฝังอัญมณีที่พัฒนาขึ้นจากศิลปะและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของญี่ปุ่น
ผู้คนญี่ปุ่นมักขายสินค้า แบบเหมากอง โดยที่สินค้ามันไม่กังวลเรื่องความเสียหายมากนัก ด้วยความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องประดับที่ทนทานและมีมาตรฐานสูง รวมถึงการใช้วัสดุที่มีคุณภาพ เช่น ทองคำบริสุทธิ์และอัญมณีที่คัดสรรมาอย่างดี จึงทำให้เหล่าผู้ล่าขุมทรัพย์มักพบของมีค่าได้ไม่ยาก ทั้งนี้ในกองมักมีสินค้าแบรนด์ดังปะปนมาด้วย ก่อนเคาะราคาจึงควรศึกษาวิธีตรวจเช็กสินค้าแบรนด์เนมให้ชัวร์ หลีกเลี่ยงของปลอมแบรนด์เนมญี่ปุ่นเอาไว้ด้วย

ในญี่ปุ่น เครื่องประดับหลายชิ้นจะมี รหัสผู้ผลิต หรือ เครื่องหมายการรับรองคุณภาพ ซึ่งมักจะเป็นตัวเลขหรือลวดลายที่แสดงถึงสถานที่ผลิตหรือยืนยันความเป็นของแท้ เช่น:


หากคุณกำลังมองหาการลงทุนในเครื่องประดับทองหรือสินค้าแฟชั่นจากญี่ปุ่น รู้จักวิธีการดูรหัสเครื่องประดับและการเลือกแหล่งสินค้าที่น่าเชื่อถือก็จะช่วยให้คุณเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและคุ้มค่าที่สุดสำหรับการลงทุนของคุณ และหากอยากลองประมูลกองเครื่องประดับจากญี่ปุ่นด้วยตัวเอง สามารถดูขั้นตอนการใช้งานและวิธีสั่งซื้อสินค้าจากญี่ปุ่นก่อนเริ่มต้นได้
บทความที่น่าอ่านต่อ
- กลยุทธ์ประมูลสินค้าญี่ปุ่นอย่างไรให้ได้กำไร
- นักสะสมต้องรู้ วิธีประมูลแผ่นเสียงไวนิลมือสองจากญี่ปุ่นผ่าน Yahoo Auction ด้วย FujiKing
- เคล็ดลับการประมูลเครื่องดนตรีที่ไม่มีใครบอกคุณ จาก Yahoo Auction ญี่ปุ่น
ทั้งสองรหัสหมายถึงทองคำความบริสุทธิ์ 75% หรือทอง 18K เหมือนกัน เพียงแต่เขียนคนละแบบ โดย K18 หรือ 18金 เป็นรูปแบบที่พบบ่อยในเครื่องประดับญี่ปุ่น ส่วน Au750 เป็นการระบุด้วยสัญลักษณ์ของโลหะคู่กับตัวเลขความบริสุทธิ์
Pt950 คือแพลตินัมที่มีความบริสุทธิ์ 95% ส่วน Pt900 หรือ プラチナ900 คือแพลตินัมความบริสุทธิ์ 90% ตัวเลขที่ตอกไว้จึงบอกสัดส่วนเนื้อโลหะมีค่าโดยตรง และใช้เทียบมูลค่าระหว่างชิ้นงานได้
โดยทั่วไปอาจหมายถึงเงินที่มีความบริสุทธิ์ 92.5% แบบเงินสเตอร์ลิง แต่เมื่อไม่มีตัวเลขกำกับก็ควรตรวจสอบจากแหล่งที่มาเพิ่มเติมก่อน เพราะบางชิ้นใช้เงินที่บริสุทธิ์ต่ำกว่านั้น เช่น 800 Silver ที่หมายถึง 80% หรือ 900 Silver ที่หมายถึง 90%
ที่พบได้บ่อยคือเครื่องหมาย JKA จากสมาคมเครื่องประดับญี่ปุ่น เครื่องหมาย JGA และเครื่องหมาย JWL ที่แสดงคุณภาพซึ่งได้รับการยอมรับ นอกจากนี้บางชิ้นยังมีเครื่องหมายที่ระบุแหล่งผลิตหรือโลโก้ของโรงงานผลิต ซึ่งใช้ยืนยันแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ได้อีกทาง
ควรศึกษาราคาของสินค้าที่ประมูลทั้งในตลาดออนไลน์ของญี่ปุ่นและไทย เพื่อดูว่าซื้อได้ต่ำกว่าราคาขายปกติหรือไม่ แล้วบวกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอย่างค่าขนส่งจากญี่ปุ่นมาไทย ค่าธรรมเนียมการประมูล และภาษีที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นดูรีวิวและประวัติของผู้ขาย รวมถึงรายละเอียดสภาพสินค้าที่ผู้ขายระบุไว้ก่อนตัดสินใจ