ทำไมกระแสนำเข้าสินค้าญี่ปุ่น กองทอง มาแรงล่าสุด 2026
การนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในแนวโน้มที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการเครื่องประดับที่มีทั้งคุณภาพและดีไซน์ที่โดดเด่น
สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจล่าสมบัติผ่านการหาของมือสองอย่างกองสร้อยและเครื่องประดับจากญี่ปุ่น แล้วละก็ การรู้วิธีดูรหัสเครื่องประดับและการเลือกสินค้าที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
วิธีดูรหัสเครื่องประดับยังไง?
1. รหัสเครื่องประดับคืออะไร?
รหัสเครื่องประดับ เป็นหมายเลขหรือสัญลักษณ์ที่ผู้ผลิตใช้เพื่อระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ เช่น วัสดุที่ใช้ ขนาด น้ำหนัก และความบริสุทธิ์ของทองหรือโลหะที่ใช้ในเครื่องประดับนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น ในกรณีของเครื่องประดับทองจากญี่ปุ่น รหัสอาจประกอบไปด้วยตัวเลขที่ระบุเปอร์เซ็นต์ของทองคำบริสุทธิ์ (เช่น 24K, 18K) หรือรหัสเฉพาะที่สามารถยืนยันแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ได้
สามารถเริ่มต้นจากการตรวจสอบ สัญลักษณ์หรือรหัส ที่บ่งบอกถึงประเภทของวัสดุและคุณภาพของเครื่องประดับ เช่น
- Pt950 – แสดงว่าเครื่องประดับนั้นทำจาก แพลตินัม (Platinum) ที่มีความบริสุทธิ์ 95% ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ในเครื่องประดับแพลตินัม
- Au750 – แสดงว่าเครื่องประดับนั้นทำจาก ทองคำ (Gold) ที่มีความบริสุทธิ์ 75% หรือที่เรียกว่า ทอง 18K
- การตรวจสอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ – ในภาพมีการใช้ เครื่องมือสำหรับตรวจสอบ เช่น กล้องส่องเพชร หรือเครื่องวัดค่าความบริสุทธิ์ของวัสดุ เพื่อยืนยันความแท้ของอัญมณี
การแปลรหัสที่พบในภาพ
- Pt950: แพลตินัม 95%
- Au750: ทอง 75% หรือทองคำ 18K
รหัสการขัดหรือการเจียระไน
ในบางกรณี เครื่องประดับที่มีอัญมณีอาจมี รหัสที่บ่งบอกการเจียระไน หรือ การขัดเพชร ซึ่งรวมถึงการแสดงรหัสที่ช่วยให้รู้ว่าอัญมณีถูกขัดอย่างไรและมีคุณสมบัติพิเศษอะไร
ตัวอย่างรหัสที่พบบ่อยในเครื่องประดับญี่ปุ่น
- K18 หรือ 18金 (18K Gold) – ทองคำ 75%
- Pt900 หรือ プラチナ900 (Platinum 900) – แพลตินัม 90%
- Au750 – ทองคำ 18K
- 14K หรือ K14 – ทองคำ 58.5%
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือที่ใช้สำหรับตรวจสอบ เพชร โดยการตรวจสอบน้ำหนัก หรือคุณภาพของเพชรจาก แสงที่สะท้อน และ การแสดงใบรับรอง ที่แสดงรายละเอียดเช่น ชื่อของผู้ผลิต, ข้อมูลเกี่ยวกับอัญมณี หรือรายละเอียดเกี่ยวกับการขัดและการเจียระไน
2. วิธีการดูรหัสเครื่องประดับทอง
ในเครื่องประดับญี่ปุ่น มักจะใช้ รหัส หรือ ตัวเลข ที่บ่งบอกถึงวัสดุและความบริสุทธิ์ของทองคำหรือโลหะมีค่าอื่น ๆ รวมถึงการยืนยันแหล่งที่มาหรือผู้ผลิตของเครื่องประดับนั้น ๆ โดยเฉพาะในกรณีของทองคำและทองคำขาว (พลาตินัม) ตัวเลขและรหัสที่ใช้จะมีความสำคัญดังนี้
- รหัสสินค้า: บางครั้งผู้ผลิตจะใช้รหัสสินค้าเฉพาะที่สามารถใช้เพื่อระบุแหล่งที่มาหรือการออกแบบของเครื่องประดับนั้น ๆ โดยสามารถตรวจสอบผ่านเว็บไซต์หรือคอลเลกชันของแบรนด์
- รหัสเปอร์เซ็นต์ทองคำ
24K – ทองคำบริสุทธิ์ 100% ไม่มีการผสมโลหะอื่น ๆ
18K (Au750) – ทองคำ 75% (ทองคำ 18K เป็นที่นิยมในเครื่องประดับญี่ปุ่น)
14K (Au585) – ทองคำ 58.5%
10K (Au417) – ทองคำ 41.7%
- ตราประทับหรือสัญลักษณ์: เครื่องประดับหลายชิ้นจะมีตราประทับหรือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงมาตรฐานของสินค้าหรือประเทศที่ผลิต เช่น รหัสจากสมาคมอัญมณีญี่ปุ่น (Japan Jewelry Association) ที่รับประกันมาตรฐานของเครื่องประดับ
3. วิธีการดูรหัสเครื่องประดับเงิน (Silver)
รหัสที่เกี่ยวข้องกับเงิน
- SILVER 925 หรือ STERLING SILVER: เครื่องประดับเงินที่ใช้ในญี่ปุ่นมักจะเป็น เงินสเตอร์ลิง (Sterling Silver) ซึ่งมีความบริสุทธิ์ 92.5% เงินสเตอร์ลิงจึงมักจะมีรหัส 925 หรือ SILVER 925 บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์
- 925: แสดงว่าเครื่องประดับทำจาก เงินสเตอร์ลิง 92.5%
- SILVER: หากเครื่องประดับมีคำว่า "SILVER" โดยไม่มีตัวเลขกำกับ อาจจะหมายถึงว่าเป็นเงินที่มีความบริสุทธิ์ 92.5% แต่ควรตรวจสอบจากแหล่งที่มาด้วย
การแสดงเปอร์เซ็นต์ของเงิน
ในบางกรณีที่ใช้เงินที่มีความบริสุทธิ์ต่ำกว่า 92.5% อาจจะพบการระบุเปอร์เซ็นต์ของเงินที่ใช้ เช่น
- 800 Silver: เงินที่มีความบริสุทธิ์ 80%
- 900 Silver: เงินที่มีความบริสุทธิ์ 90%
เครื่องหมายการรับรองคุณภาพ
- เครื่องหมาย JKA (Japan Kinko Association): เครื่องประดับเงินที่มีการรับรองจากสมาคมเครื่องประดับญี่ปุ่น อาจจะมีเครื่องหมาย JKA เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีมาตรฐาน
- เครื่องหมายเมืองหรือโรงงาน: บางครั้งเครื่องประดับเงินอาจมี เครื่องหมายที่ระบุแหล่งผลิต หรือ โลโก้ของโรงงานผลิต ซึ่งสามารถใช้เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ
- Sterling Silver หรือ SILVER 925 เป็นรหัสที่บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ 92.5% ซึ่งเป็นมาตรฐานของเงินในเครื่องประดับ รหัสเช่น 800 Silver หรือ 900 Silver
4. กระแสนำเข้าสินค้าญี่ปุ่น กองเงิน กองทอง
ในปี 2026 “กระแสการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น โดย FujiKing” ไม่ใช่แค่เครื่องประดับที่มาแรงเท่านั้น แต่ยังมีความหลากหลายของสินค้าเครื่องประดับ ทั้งแบรนด์ดังอย่าง Cartier หรือ Dior ที่มีดีไซน์เรียบหรูและมีความเฉพาะตัวจากประเทศญี่ปุ่น เช่น แหวนเพชร เครื่องประดับสไตล์มินิมอล หรือเครื่องประดับที่ใช้เทคนิคการฝังอัญมณีที่พัฒนาขึ้นจากศิลปะและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของญี่ปุ่น
ผู้คนญี่ปุ่นมักขายสินค้า แบบเหมากอง โดยที่สินค้ามันไม่กังวลเรื่องความเสียหายมากนัก ด้วยความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องประดับที่ทนทานและมีมาตรฐานสูง รวมถึงการใช้วัสดุที่มีคุณภาพ เช่น ทองคำบริสุทธิ์และอัญมณีที่คัดสรรมาอย่างดี จึงทำให้เหล่าผู้ล่าขุมทรัพย์มักพบของมีค่าได้ไม่ยาก
ตัวอย่างรหัสที่พบบ่อยในกองเครื่องประดับญี่ปุ่นมือสอง
- K18 หรือ 18金 (18K Gold) – ทองคำ 75%
- Pt900 หรือ プラチナ900 (Platinum 900) – แพลตินัม 90%
- Au750 – ทองคำ 18K
- 14K หรือ K14 – ทองคำ 58.5%
5. เลือกประมูลยังไงให้ได้กำไร
- คุณภาพและความทนทาน: เครื่องประดับจากญี่ปุ่นมีคุณภาพสูงที่ได้รับการรับรองจากมาตรฐานสากล การใช้เทคนิคและวัสดุที่ดีที่สุดทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีอายุการใช้งานยาวนาน
- ดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร: ดีไซน์เครื่องประดับญี่ปุ่นมักจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในเรื่องของรูปทรง สีสัน และความประณีต
การยืนยันแหล่งที่มาหรือผู้ผลิต
ในญี่ปุ่น เครื่องประดับหลายชิ้นจะมี รหัสผู้ผลิต หรือ เครื่องหมายการรับรองคุณภาพ ซึ่งมักจะเป็นตัวเลขหรือลวดลายที่แสดงถึงสถานที่ผลิตหรือยืนยันความเป็นของแท้ เช่น:
- เครื่องหมาย JGA (Japan Jewelry Association) ซึ่งเป็นการรับรองคุณภาพ
- เครื่องหมาย JWL อาจพบในเครื่องประดับที่ผลิตในญี่ปุ่นเพื่อแสดงคุณภาพที่ได้รับการยอมรับ
- ศึกษาราคาตลาด: ศึกษาราคาของสินค้าที่ประมูลในตลาดออนไลน์ทั้งในญี่ปุ่นและประเทศไทย เพื่อตรวจสอบว่าคุณสามารถซื้อสินค้าจากการประมูลในราคาต่ำกว่าค่าขายปกติในตลาดหรือไม่
- ดูค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม: เช่น ค่าขนส่งจากญี่ปุ่นไปยังประเทศไทย รวมถึงค่าธรรมเนียมการประมูล และภาษีที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มที่ใช้ประมูล
เลือกสินค้าจากผู้ขายที่น่าเชื่อถือ
- ดูรีวิวและประวัติของผู้ขาย: การเลือกประมูลสินค้าจากผู้ขายที่มีรีวิวดี และมีประวัติในการขายสินค้าที่น่าเชื่อถือ ช่วยให้มั่นใจในคุณภาพของสินค้าที่ประมูล
- ตรวจสอบสถานะสินค้าที่ประมูล: ตรวจสอบว่าผู้ขายได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสภาพของสินค้าอย่างชัดเจน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับตำหนิหรือการใช้งานที่อาจจะมีผลกระทบต่อมูลค่าของสินค้า
ประมูลในช่วงเวลาที่ดี
- เลือกช่วงเวลาที่ตลาดเงียบ: ในบางครั้งการประมูลในช่วงเวลาที่มีการแข่งขันน้อย (เช่น ช่วงที่ไม่มีการประมูลสินค้ารายการใหญ่ๆ) จะทำให้คุณสามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ต่ำกว่าปกติ
- ตั้งราคาประมูลที่เหมาะสม: ตั้งราคาประมูลในช่วงที่ไม่สูงเกินไป โดยเฉพาะในสินค้าที่มีความเสี่ยงหรือสินค้าที่ไม่รู้ว่าอาจจะทำกำไรได้
5. สรุป
หากคุณกำลังมองหาการลงทุนในเครื่องประดับทองหรือสินค้าแฟชั่นจากญี่ปุ่น รู้จักวิธีการดูรหัสเครื่องประดับและการเลือกแหล่งสินค้าที่น่าเชื่อถือก็จะช่วยให้คุณเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและคุ้มค่าที่สุดสำหรับการลงทุนของคุณ
บทความที่น่าอ่านต่อ
- กลยุทธ์ประมูลสินค้าญี่ปุ่นอย่างไรให้ได้กำไร
- นักสะสมต้องรู้ วิธีประมูลแผ่นเสียงไวนิลมือสองจากญี่ปุ่นผ่าน Yahoo Auction ด้วย FujiKing
- เคล็ดลับการประมูลเครื่องดนตรีที่ไม่มีใครบอกคุณ จาก Yahoo Auction ญี่ปุ่น